อยู่ระหว่างจัดทำ

การฝึกสมาธินั้นท่านอธิบายไว้ว่า อานาปานสติกรรมฐาน คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นอารมณ์..ปกต ิจิตนี้ของเราจะคิดปรุงแต่งไปไม่หยุด .เราจะหยุดได้อย่างไร เราจะต้องมาฝึกกรรมฐานและภาวนา มาปฏิบัติ มารู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก โดยเบื้องต้นการนั่งสมาธินั้น ก็นั่งเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรงดำรงสติของเราอยู่เฉพาะหน้า การนั่งสมาธินั้น ไม่เอนไปด้านซ้ายด้านขวา ด้านหน้าด้านหลัง นั่งให้พอดี ศรีษะก็ไม่เงยไปนัก ไม่ก้มไปนัก การหลับตาก็อย่าไปบีบในดวงตา หลับตาพอดีๆ ในขณะที่เกิดความสมดุล ให้ร่างกายมีความรู้สึกว่าผ่อนคลายลง ต่อจากนี้ก็ตั้งสติว่าเรานี้นั่งอยู่คนเดียว ต่อจากนั้นเราก็กำหนดรู้ลมหายใจ ว่าลมหายใจเข้า ฐานที่หนึ่งก็อยู่ที่ปลายจมูก ฐานที่สองก็อยู่ที่หทัย(กลางทรวงอก) ฐานที่สามก็อยู่ที่สะดือ เรากำหนดรู้ตามลมไป หนึ่ง สอง สาม หายใจเข้า หายใจออกมานั้น ฐานที่หนึ่งก็อยู่ที่สะดือ ฐานที่สองก็อยู่ที่หทัย ฐานที่สามก็อยู่ที่ปลายจมูก วิธีครั้งแรกกำหนดรู้โดยตามลมหายใจ ทั้งสามฐาน เมื่อเรามีสติรู้ลมหายใจเข้าออกนี้ พร้อมกำหนดรู้ทั้งสามฐานได้เป็นอย่างดีแล้ว ต่อไปก็รู้เฉพาะลมเข้าลมออก ที่ปลายจมูก ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ ดูที่ปลายจมูก หรือจะมีคำบริกรรมภาวนา หายใจเข้ากำหนดพุทโธ หายใจเข้าพุทโธ หายใจออกพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ก็ได้ เราก็กำหนดคำบริกรรมภาวนากำกับไปด้วย เมื่อจิตสงบแล้ว คำบริกรรมก็จะหายไปเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็จะเพียงรู้แต่ว่าลมเข้า ลมออก เมื่อกำหนดต่อไป ลมหายใจละเอียดขึ้นจนกำหนดลมไม่ได้ก็ให้รู้จักไว้

หรือเรากำหนดแบบนี้ในบางครั้ง จิตจะนึกคิดปรุงแต่งไปในอารมณ์ที่เป็นอดีต ในอนาคตก็ดี ก็พยายามมีสติมาอยู่ในปัจจุบัน กำหนดดูลมนี้ ถ้าจิตฟุ้งซ่านเกินไป เรากำหนดรู้ไม่ได้ ก็ให้เรานี้สูดลมหายใจเข้าไปให้เต็มปอด แล้วก็ระบายลมหายใจออกมา ทำอย่างนี้สักสามครั้งแล้วเราก็ตั้งลมหายใจขึ้นใหม่ พอหายใจเข้าก็นับปลายจมูกหนึ่ง หทัยสอง สะดือสาม ลมหายใจออกก็สะดือหนึ่ง หทัยสอง ปลายจมูกสาม นับให้คล่องแคล่ว นี่เป็นวิธีการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นวิธีที่หนึ่ง

หรือเราจะกำหนดรู้ในวิธีที่สองนั้นก็คือ การนับเป็นคู่ ลมหายใจเข้านับว่าหนึ่ง ลมหายใจออกนับว่าหนึ่ง ลมหายใจเข้านับว่าสอง ลมหายใจออกนับว่าสอง ลมหายใจเข้านับว่าสาม ลมหายใจออกนับว่าสาม ลมหายใจเข้านับว่าสี่ ลมหายใจออกนับว่าสี่ ลมหายใจเข้านับว่าห้า ลมหายใจออกนับว่าห้า นับเป็นคู่ คู่ที่หนึ่ง คู่ที่สอง คู่ที่สาม คู่ที่สี่ แล้วก็คู่ที่ห้า แล้วเราก็มาเริ่มนับตั้งแต่คู่ที่หนึ่ง ลมหายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับหนึ่ง จนถึงคู่ที่ห้า ก็เพิ่มเป็นว่าลมหายใจเข้านับหก หายใจออกนับหก เพิ่มทีละคู่ คู่ที่หนึ่ง คู่ที่สอง คู่ที่สาม คู่ที่สี่ คู่ที่ห้า คู่ที่หก แล้วเราก็เริ่มคู่ที่หนึ่งใหม่ คู่ที่หนึ่ง คู่ที่สอง คู่ที่สาม คู่ที่สี่ คู่ที่ห้า คู่ที่หก คู่ที่เจ็ด เพิ่มทีละคู่อย่างนี้ เสร็จแล้วก็มานับคู่ที่หนึ่ง คู่ที่สอง คู่ที่สาม คู่ที่สี่ คู่ที่ห้า คู่ที่หก คู่ที่เจ็ด ก็เพิ่มเป็นคู่ที่แปด แล้วก็มาเริ่มอีกเป็นคู่ที่หนึ่ง คู่ที่สอง คู่ที่สาม คู่ที่สี่ คู่ที่ห้า คู่ที่หก คู่ที่เจ็ด คู่ที่แปด คู่ที่เก้า ก็มานับคู่ที่หนึ่งอีก เพิ่มเป็นคู่ที่เก้า คู่ที่สิบ นับอย่างนี้ จะเห็นว่าการนับของเราก็ถูกต้อง ไม่หลงลืม สติของเราอยู่กับการนับ

เมื่อการนับได้ดีแล้วเราเห็นว่าลมหายใจชัดเจนขึ้น เราจะนับเร็วขึ้นมาว่าลมหายใจเข้านับว่า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ลมหายใจออกนับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า นับให้คล่องแคล่วต่อการนับ นับคู่ที่ห้าแล้วก็เพิ่ม ลมหายใจเข้า หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก ลมหายใจออก หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก หลังจากนับคู่ที่หนึ่ง ที่ห้า อันไหนสบายเราก็ลองดูว่าการนับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า รู้สึกพอดี สติก็อยู่ ไม่ได้คิดไปไหน เราก็นับ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หายใจออกนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า นับอย่างนี้จนชำนาญ

บางครั้งรู้สึกว่าจิตจะปล่อยการนับไปเอง เกิดความรู้สึกว่าอยู่กับลมหายใจ รู้สึกพอดีแล้ว ก็รู้ลมหายใจเข้า หายใจออก อยู่ปลายจมูก ก็เรียกได้ว่าจิตก็สงบโดยวิธีการนับ นับเป็นคู่ เมื่อเราจะนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน สวดมนต์ สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ซะก่อน ระลึกในบทพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ หรือจะสวดย่อๆ ก็ตาม แล้วก็แผ่เมตตาจิต บทแผ่เมตตา อะหัง สุขิโต โหมิ เริ่มต้นแผ่เมตตาให้ตัวเราเอง สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข พ้นจากความทุกข์ อย่าได้พรากจากสมบัติอันตนได้แล้ว การแผ่เมตตาจิตของเรา เราก็กำหนดนับรู้ลมหายใจ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดังที่อธิบายว่าจะนับตามฐานของลมก่อนหรือเราจะใช้วิธีการนับเป็นคู่ เราก็กำหนดรู้นับให้ครบถ้วน ตั้งสติของเรา

เมื่อเรากำหนดตั้งสติของเราได้ดี จิตระลึกรู้อยู่ในการนับ ก็ไม่ระลึกไปในอารมณ์อื่น ไม่ระลึกไปในกามฉันทะ พยาบาท ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความลังเลสงสัยก็ไม่เกิดขึ้น สมาธิก็จะตั้งมั่นขึ้นมา สมาธิก็จะเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้ ลักษณะที่สงบขึ้นมาสักครู่หนึ่ง สมมติ เรียกว่าขณิกะ คือเล็กน้อย ถ้าเรากำหนดสมาธิของเราอย่างนี้ มีสติต่อเนื่อง บางครั้งจึงเกิดอาการที่เรียกว่าปีติ กายนี้มีลักษณะที่เรียกว่าโยกโคลง ตามความรู้สึกทางจิต กายนี้สูงใหญ่มีลักษณะขนลุกขนชัน หรือลักษณะเย็นทั่วร่างกาย หรือมีลักษณะที่ซู่ซ่าเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง เมื่อกำหนดรู้สติอย่างนี้ต่อเนื่อง มืออาจจะหายไป เท้าหายไป ความรู้สึกในตัวเรานี้หายไปได้ครึ่งตัวหรือทั้งหมดเลย รู้สึกว่ากายเบาหมด กายของเราเบาแล้วคือช่วงนี้จิตสงบ จิตไม่ยึดกับกายชั่วคราว จะรู้สึกกายเบา จิตก็เบาด้วย เมื่อเบามากๆ ขึ้นก็เหมือนกับว่าเรานั่งอยู่บนกลางอากาศ เหมือนกับลอยได้ รู้สึกสบายละ นั่งได้สบาย สมาธิของเราก็มีกำลังมากขึ้น เป็นอุปจารสมาธิ แต่ถ้าสมาธิมากกว่านั้น จิตก็มีความสุข ความแน่น รู้สึกว่ามันแน่น มีสุข มีปิติ แล้วก็มีความสุข จิตเป็นหนึ่ง นั้นไม่นึกคิดอะไรเลย ช่วงนี้เราก็ไม่ไปบังคับ จิตเป็นเอง จิตเข้าสู่เอง เอกัคคตารมณ์ เอกัคคตาจิต มีอารมณ์อันเดียว จิตสงบเป็นหนึ่งขึ้นมา เป็นสมาธิ

จิตที่สงบทุกระดับทำให้เรามีกำลัง ทำให้จิตของเรามีกำลัง จิตสงบขั้น ขณิกะสมาธิ สมาธิเล็กน้อย เมื่อเรามาพิจารณาในร่างกายเราก็จะเห็นชัดในระดับหนึ่ง ค้นคว้าพิจารณาเห็นกายก้อนนี้ไม่เที่ยง เราก็จะเห็นชัดขึ้นมา เห็นกายก้อนนี้ไม่เที่ยง พิจารณาตั้งแต่ว่าเราเกิดขึ้นมาเป็นอย่างไร อยู่ในท้องเป็นอย่างไร ตอนเด็กๆ เป็นอย่างไร เจริญเติบโตขึ้นมาเรื่อย แต่ก็ไม่เที่ยงไปเรื่อย กายประสาท ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย มันก็เสื่อมไปเรื่อย เสื่อมไปตามวัย การได้ยินการเห็นต่างๆ มันก็มีการเสื่อมไป ในที่สุด มันก็เสื่อมมากๆ เข้า มันก็เรียกว่ามันแก่ มันเจ็บขึ้นมา ในที่สุดมันก็ตาย นั่งสมาธิของเรา มีกำลัง จิตของเรามีกำลังก็จะพิจารณาเห็นชัด ในก้อนกาย ในรูปกายนี้ว่าไม่เที่ยง ถ้าสมาธิของเราตั้งมั่น มีกำลังมากขึ้น การพิจารณากายก็เห็นชัดมากขึ้น ว่ากายก้อนนี้ไม่เที่ยง รูปก้อนนี้ไม่เที่ยง

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า รูปังอนิจจัง ก็เป็นจริงอย่างนั้น รูปังทุกขัง ก็เห็นชัดเจน รูปังอนัตตา รูปไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ก็เห็นชัดเจนขึ้นมา การเห็นชัดเจนนี้ จะไม่เคลือบแคลงสงสัย ตอนนี้เราก็มีปัญญา เราได้ยินได้ฟัง เราได้ศึกษาเล่าเรียน เราก็มีปัญญาในการได้ยินได้ฟัง สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการรู้การได้ยิน จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิด เราไปคิดนึกพิจารณา ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาเกิดจากจิตที่สงบ เราก็เห็นตามความเป็นจริง

ในเมื่อจิตของเราสงบเป็นสมาธิ มีสติรู้กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือการนับลมหายใจ หรือเราจะเพิ่มคำภาวนาว่า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จิตของเราก็สงบเป็นสมาธิ เราก็นำสมาธินั้น เพราะว่าจิตเป็นสมาธิอยู่ได้สักครู่หนึ่งก็ดี จิตก็จะเคลื่อน นึกคิดปรุงแต่ง ช่วงนี้ก็มาพิจารณาในสังขารร่างกาย ในรูปในนาม เป็นเวทนาก็ได้ สัญญาที่เกิดขึ้น ความจำได้หมายรู้ มีลักษณะ มันก็ย่อมแต่หาความเป็นจริงไม่ได้ สังขารการปรุงแต่ง ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ปรุงไปในอารมณ์ อกุศลหรือกลางๆ บ้างไม่มีแก่นสารอะไร วิญญาณนั้นคือความรู้สึกที่เรารู้ เราได้ยิน เราได้กลิ่น เรารู้รส รู้โผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ ด้วยใจ ด้วยวิญญาณ วิญญาณหกเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป

พวกเราได้ยินอยู่นี้ ก็เรียกว่าประสาทหู ในร่างกายของเรานี้ กายประสาทนี้ ของการได้ยินในระดับปกติ เราได้ยินอยู่ กายในประสาทหูนั้น ยังสมบูรณ์เราก็ได้ยินชัด ถ้ามันเสื่อมไปก็ได้ยินไม่ชัด อาศัยเสียงด้วย อาศัยผัสสะ การกระทบ อาศัยว่ากายประสาทของหูเรานี้ว่าสมบูรณ์ เราก็ได้ยินรู้สึกได้ยิน และจิตก็รับรู้ แต่เมื่อรู้แล้วก็ยึดเอาว่า การได้ยินนั้นก็เป็นเรา การได้ยินนี้ก็อาศัยหลายสิ่งหลายอย่างเลย อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย ถ้าไม่มีเสียงก็ไม่ได้ยิน ไม่มีการกระทบเข้ามา ก็ไม่ได้ยิน กายประสาทหูของเราไม่ดี เราก็รู้สึกไม่ได้ยิน ก็มีเราอยู่ เหมือนการได้ยินนี้ก็เกิดขึ้น มีเสียงด้วย มีกายประสาทของการรับรู้ ได้ยินได้สมบูรณ์ด้วย มีผัสสะด้วย จึงเกิดวิญญาณขึ้นมา โสตวิญญาณ จักขุวิญญาณธาตุ ก็คือ ความรู้ ความรู้สึกเห็นทางตา ได้ยินทางหู จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ การได้กลิ่นก็เป็น ฆาณวิญญาณธาตุ อย่างนี้เป็นต้น

วิญญาณเกิดขึ้น ทางตา หู จมูก ลิ้น ทางกาย ทางจิต เป็นธาตุ ถ้าจิตของเราสงบก็เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงธาตุ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีตัวตนเหมือนนักมายากล เกิดขึ้นทางตาบ้าง ทางหู จมูก ลิ้น กายบ้าง วิญญาณนี้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่จิตไม่มีกำลังก็จะไปยึดเอาว่า รูปก็ดี นามก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา นั้นการที่เราทำจิตให้สงบแล้ว เกิดปัญญา เกิดวิปัสสนาขึ้นมาก็จะเข้าใจชัด ก็จะละวางในตัวในตนได้ ความทุกข์ก็จะไม่เกิด นั้นการนั่งสมาธิในเบื้องต้นนี้สำคัญ ต้องฝึก

ในสภาวะปัจจุบันนั้น เรายืน เดิน นั่ง นอน ก็ให้เรามีสติ เราจะมีคำบริกรรมกำกับใจของเราด้วย ยิ่งทำให้สติของเรามันมั่นขึ้น ก็พยายามดูจิตของเรา ดูความรู้สึกของเราอยู่เสมอ เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฎฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจก็ต้องดูจิตของเราว่ารู้สึกอย่างไร มีสติ ผู้ใดตามรักษาจิตของตน ผู้นั้นก็จะพ้นจากบ่วงของมาร คือความทุกข์ทั้งหลาย นั้นพวกเราจะต้องมีสติมารักษาจิตของเรา เพราะจิตของเรานี้เห็นอารมณ์อะไรจะเข้าไปยึดไปถือหมดเลย ยังไม่ฉลาด ยึดถือแล้วก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา เราก็ไม่ต้องการความทุกข์ แต่จิตก็ไปยึดเอาอารมณ์ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาฝึกตามแนวทางของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนว่า ให้พวกเรานั้นมีสติ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติ เมื่อเรามากำหนดรู้ในอานาปาณสติ ก็ เป็นเรื่องของสติเหมือนกัน รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก กำหนดอย่างนี้ วันหนึ่งครึ่งชั่วโมงก็ได้ ถ้าว่ามีกำลังมากขึ้นก็อาจเป็น สี่สิบห้านาที หรือ ชั่วโมงหนึ่ง มีเวลาให้พยายามกำหนดรู้จิตของเราแบบนี้ จิตของเราก็ตั้งมั่น มันจะต่อเนื่องกัน สติดีสมาธิก็ตั้งมั่นขึ้นมา ปัญญาก็เกิด ความเพียรของเราก็คือ เพียรพยายาม ให้สติของเราอยู่ในปัจจุบัน ละสิ่งที่เป็นอดีต อนาคต อยู่ในปัจจุบัน ละอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด อารมณ์ฝ่ายกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ให้พยายามรักษา พยายามทำให้เกิดขึ้น จะเป็นสัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ส่วนศีลนั้นเมื่อเรานั่งกรรมฐาน เดินจงกรม มีสติอยู่ก็มีศีลอยู่แล้ว เป็นสัมมาวาจา เพราะเราไม่ได้พูดอะไร ก็เป็นสัมมาวาจา ก็กำหนดวาจาของเรานิ่งๆ อยู่ การปฏิบัติอยู่นั้น ก็เป็นสัมมาอาชีโว สัมมากัมมันโต พร้อมแล้ว เมื่อดำริเห็นว่า จิตของเราที่มันฟุ้งซ่านก็ดี จิตของเราที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์ มีปัญญา เป็นสัมมาทิฐิ ดำริที่จะออกจากทุกข์ ก็เป็นสัมมากัมมันโต นั้นการปฏิบัตินี้ก็ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค มีองค์ทั้งแปดประการ พร้อมแล้ว เรานั่งกำหนดอย่างนี้แหละ อยู่ในการเจริญมรรคมีองค์แปดพร้อม ถ้าเรามีสติเมื่อไร ก็แสดงว่าเราถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติอยู่ในมรรค มีองค์แปดประการ ก็ให้เรากำหนดรู้ในการปฏิบัติของเราแบบนี้

หรือเราจะเดินจงกรม เราก็ยืนในการสำรวม มือขวาทับมือซ้าย ทอดสายตาลงให้พอดี ไม่มากนัก ไม่มองไปทางซ้าย ทางขวา ทางหน้า ทางหลัง ไม่เงยนัก ไม่ต่ำนัก ให้พอดี เมื่อเราเดินไปก็เท้าขวาพุท เท้าซ้ายโธ ต้นทางก็รู้จัก หลวงพ่อชาท่านจะสอนว่า เมื่อเราเริ่มเดินอยู่ต้นทางก็รู้จัก เดินไปกลางทางก็รู้จัก เดินไปปลายทางก็รู้จัก ก็หยุด เมื่อหยุดแล้วก็ตั้งสติ หันกลับมา พุทโธ พุทโธ พุทโธ เมื่อกำหนด การหมุนกลับได้ก็ตั้งสติ ต้นทางมีความรู้ เดินกำหนดปลายเท้าขวาพุท เท้าซ้ายโธ กลางทางก็มีความรู้ ปลายทางก็มีความรู้ คือให้มีสติรู้ทั้งสามระยะ กำหนดเดินอยู่อย่างนี้ เดินกลับไปกลับมา เรียกว่าเดินจงกรม ดูตามโอกาสเวลา ตามสถานที่ ถ้าสถานที่มีระยะไกลๆ ได้ก็ ยี่สิบห้าก้าว ถ้าน้อยๆ ก็ลดลงมา แต่ว่าเดินให้ช้าลง อย่าไวนัก อย่าช้านัก เรากำหนดในสติ การเดินจงกรม หรือเมื่อเราได้ยินได้ฟัง คนอื่นพูด เราก็กำหนดพุทโธด้วย สติในใจด้วย พยายามมีสติ นิ่งก็มีสติ พูดก็มีสติ การฟังอยู่ก็มีสติ ท่านก็เน้นในเรื่องของการปฏิบัติเรื่องสติ

เมื่อจิตของเราสงบแล้ว เรามาพิจารณากายก็ดี เวทนาก็ดี ดูจิต ธรรมะที่เกิดขึ้นในใจก็ดี ก็จะเห็นว่า มีแต่ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เท่านั้น ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ตัวตนเราเขาที่แท้จริง และจิตนี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า แม้พระองค์จะรู้ขนาดนี้ เป็นผู้รู้แล้ว แต่พระองค์ก็ไม่ยึดในผู้รู้นั้น เราฟังดู เราอ่านดูก็งงเลย เอ๊ะ ไม่ยึดในความรู้แล้วจะไปอยู่ที่ไหนกัน เพราะว่าเราก็ประสงค์ ที่จะมึตัวเราอยู่ หรือแม้แต่มีความรู้แล้ว เข้าใจชัดแล้ว ก็ให้วางความรู้นั้นว่า เป็นธรรมะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปอีก จิตก็จะบริสุทธิ์ล้วนๆ ขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนอย่างนี้ เมื่อเราเจริญเห็นจิตของเรา บางครั้งจิตของเรานี้ สมมติว่าจิตของเราที่พูด บางครั้งก็มีราคะ โทสะ โมหะ เราก็รู้จัก เมื่อรู้แล้ว ก็รู้ว่า สักแต่ว่าจิต บางครั้งก็ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ ก็สักแต่ว่าจิต จิตที่ดีก็มี จิตที่ไม่ดีก็มี บางทีจิตของเราก็ผ่องใส มีสมาธิ มีปัญญา มีปิติ มีความสงบ เราก็สักแต่ว่าจิต ก็ไม่ยึดเอาว่าเป็นตัวเรา ของเรา ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา สักแต่ว่าจิตไป มีความรู้ก็วางอีก แล้วก็เห็นรูปเห็นนามนั้นว่าไม่มีตัวตนอย่างนี้ จิตของเรามีปัญญา มีปัญญาแล้วก็วางปัญญาอีก อย่างนี้ก็เรียกว่า มีความสงบ สะอาด สว่าง บริสุทธิ์ ผ่องใส เราก็ฝึก ฝึกจิตของเรา จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมจะนำความสุขมาให้ จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ จิตที่ไม่ได้ฝึก ก็เป็นยังไง ก็มีโทษ ไม่รู้ วิ่งไปตามอารมณ์อยู่เสมอ เป็นจิตอนาถา แต่จิตที่ฝึกนี้จะนำความสุขมาให้แก่เรา

ดังนั้นพวกเรานี้ก็ฝึกฝนอบรม มีความรู้ในศิลปะวิชาต่างๆ มาแล้วแต่เราก็ต้องมาฝึกจิตอีก ให้มีความสงบ ให้จิตนั้นรู้จักโทษ ของความไม่มีศีล รักษากายวาจาอยู่ในศีล เห็นโทษของความฟุ้งซ่าน ความพยาบาท ความปองร้าย ความยินดี ยินร้าย เห็นโทษของอารมณ์ ความสงสัย ความหงุดหงิด เมื่อเห็นโทษเช่นนี้ก็มาเจริญเมตตาภาวนา เมตตาภาวนาให้เรามีความสุข คนอื่นมีความสุข ไม่โกรธ ไม่เกลียด เจริญเมตตากับตัวเองเสียก่อน อะหัง สุขิโต โหมิ ให้เรามีความสุขเถิด ให้คนที่เรารักมีความสุขเถิด มีบิดามารดาเป็นต้น เจริญในเมตตาภาวนา นอนหลับก็จะเป็นสุข เกิดความสงบจิต ก็มาพิจารณาในเรื่องของ กาย เวทนาจิตธรรมนี้ก็จะเห็นว่า สักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าเวทนาจิตธรรม ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ บุคคล เรา เขา มีปัญญาว่าจะเกิดความทุกข์ มันก็จะน้อยลงไปเรื่อย เราจะต้องมาพัฒนาฝึกจิตของเรา ถ้าเราไม่มาฝึกจิต ชาตินี้เกิดขึ้นมา เราก็ตายเปล่า เกิดขึ้นมาเราก็เรียนรู้ ร่างกายก็แก่ไปเรื่อย ในที่สุดก็ตาย แล้วพวกเรานี้แหละมีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว น่ากลัวมั๊ยล่ะ พวกเรามีความทุกข์อยู่เบื้องหน้าแล้ว ไม่ใช่มีความสุขอยู่เบื้องหน้า และความแก่ ความเจ็บ ความตาย มารอเราอยู่นี่ ความเสื่อมก็รอเราอยู่ ตอนนี้มันเสื่อมไป เราก็อาจจะยังไม่เห็น ต่อมาความเสื่อมมันก็ปรากฏชัดขึ้น การได้ยินก็เสื่อมไป การเห็นก็เสื่อมไป มันเสื่อมไป กำลังก็เสื่อมไป

ปีนี้ก็เร็วๆ นี้ เห็นไหมล่ะ เจ้าอาวาสวัดในจังหวัดระยอง ก็มรณะ ไปสององค์แล้ว เป็นโรคชราแปดสิบกว่า อายุยืน แปดสิบเจ็ดก็มี แปดสิบสามก็มี อายุยืนนะ แต่ก็ตายด้วยโรคชรา ก็คือมันหมดสภาพ โรคชรา หมดสภาพของความเป็นอยู่ ที่จะอยู่ได้ มันก็เป็นลม ตายไปก็มี นี่เรียกว่าความแก่ มันแก่มากๆ มันก็เจ็บ เจ็บมากๆ มันก็ตายไป เรามีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ตอนนี้ เมื่อเรายังมีกำลังอยู่ นั่งสมาธิก็สะดวก เดินจงกรมก็สะดวก กำหนดสติก็ง่าย พยายามฝึก พยายามฝึก เป็นบุญยิ่งกว่าการให้ทาน การภาวนานี้เป็นบุญมากกว่า เป็นบุญมากกว่าทาน มากกว่าศีล ก็ให้พยายามกำหนดสติ ดังที่ได้อธิบายมานี้ ว่าจะอยู่ที่วัดหรือที่บ้าน พยายามฝึกของเรา เมื่อจิตของเรามีความสงบขึ้นมา เราก็พิจารณาให้เกิดปัญญา ก็จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติธรรม ดังนี้อธิบายมาก็สมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ธรรมเทศนาบางส่วนที่เกี่ยวกับการอบรมสมาธิภาวนา ในโอกาสต่างๆ

อานาปาณสติ เป็นกรรมฐานกลางๆ
อานาปาณสติกรรมฐานจึงเป็นกรรมฐานที่บุคคลทุก ๆ คนนั้นจึงเจริญได้ เหมาะสมแก่จริตนิสัยของทุกคน เป็นกรรมฐานกลาง ๆ แล้ว ก็เป็นกรรมฐานที่อยู่กับตัวเราด้วย ไปที่ไหนเราก็รู้ เราก็ต้องหายใจเข้า หายใจออก เพียงแต่ว่าเรามารู้ที่นั้นมาตามรู้เป็นอารมณ์ติดตา ติดหู ติดปาก ติดจมูก แล้วเราก็มาดูอารมณ์นิ่ง ๆ เมื่อเรามารู้ลมเข้าลมออกอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ลมหายใจเข้าก็ภาวนาว่าพุท ลมหายใจออกก็ภาวนาว่าโธ บางครั้งจะมีความรู้สึกว่ากายนี้มันเบา กายเบา จิตเบา บางครั้งเรารู้สึกว่ากายมันหมุนติ้ว เป็นลูกข่างก็มี กายมันลอยขึ้นไปข้างบนก็มี กายมันขยายใหญ่เต็มศาลาก็มี มีขนพองสยองเกล้าหรือมีสภาวะ

ปีติเกิดขึ้นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง อาการต่าง ๆ นี้จะเกิดขึ้นมาได้ จากจิตของเราที่มีสมาธิ เรียกว่าปีติคือความอิ่มใจ ถ้าปีติเกิดขึ้นมาก ๆ เราก็จะมีความสุข ก็ว่ามีความสุขใจอันเกิดจากความสงบ ปีติและสุขเกิดขึ้นได้ก็อาศัยจิตที่มีความระลึกรู้อย่างต่อเนื่อง ในอารมณ์ของพระกรรมฐาน เรียกว่าบริกรรมภาวนา เมื่อเราจะยืน เราจะเดิน เราจะนั่ง เราจะนอน เราทำกิจสิ่งใดอยู่ให้เรามีสติ และเราก็บริกรรมภาวนากำกับไว้ในใจด้วยอยู่เสมอ จนเป็นเหตุให้จิตของเราสงบระงับได้ง่าย เพราะว่าเราไม่ได้ปล่อยสติของเราไป ในขณะที่เราทำหน้าที่การงาน หรือเมื่อผู้อื่นนั้นสนทนาพูดกับเราอยู่ เราก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ให้มีสติอยู่ในกายด้วย หรือเมื่อเราพูดด้วยวาจา ในขณะพูดเราก็มีสติ เมื่อพูดจบแล้วเราก็มากำหนดสติของเรา ที่ฐานที่เรามีความชำนาญคือลมหายใจ เราก็พยายาม

บางครั้งก็หลงลืมไปบ้าง เผลอสติไปบ้าง ก็ให้กลับมาดู มารู้ใหม่ กลับมาฝึกฝนอบรมใหม่ พยายามทำอย่างนี้ไปเรื่อย ทำไปบ่อยๆ ทำไปทุกวันๆ ก็จะมีความชำนาญ ในสติปัฎฐาน ในอานาปาณสติกรรมฐาน ซึ่งใน กายคตาสติปัฎฐานในการระลึกถึงกาย ลมหายใจนี้ก็เป็นกาย บางครั้งเมื่อเรารู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก อาจจะมีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้มันอยู่ด้วยลมหายใจนั่นเอง หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกเราก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าเราก็ตาย หายใจเข้าไปครั้งหนึ่ง ก็เป็นเหตุให้เลือดลมสูบฉีด โลหิตไปเลี้ยงตามร่างกาย ถ้าเราไม่หายใจเข้า ร่างกายนี้ก็อยู่ไม่ได้ แล้วตรงไหนล่ะ ถึงที่เราจะเรียกว่าเป็นตัวเราของเรา บางครั้งก็เกิดความรู้สึกซึ้งๆ อย่างนี้ในใจก็ได้ หรืออาจจะเกิดสภาวะที่ ถ้าเรามีความรู้สึกเห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัย ในวัฎฎะสงสาร เบื่อหน่ายภพชาติ ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิด เห็นสังขารเป็นก้อนทุกข์ อันนี้ก็เรียกว่าสภาวะธรรมที่ปรากฏขึ้น สภาวะธรรมทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นนั้น เป็นการอบรมบ่มจิตของเราให้เกิดความรู้ความเห็นมากขึ้นทุกครั้ง จนจิตใจมีทาน ในการประพฤติปฏิบัติภาวนา พยายามขวนขวายศึกษา สิ่งที่ศึกษาได้ยินได้ฟังมานั้น ในเบื้องแรก เป็นปัญญาเกิดจากการได้ยินได้ฟัง เรานำมาคิดพิจารณา เป็นปัญญาเกิดจากการคิด เมื่อเราภาวนามยปัญญา ปัญญาก็เกิดขึ้นจากการภาวนา ปัญญาจะเกิดขึ้นจากการภาวนานั้น เกิดขึ้นในจิตที่มีความสงบ

ที่พวกเราได้มาอบรมกันนี้ เรียกว่าสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งหวังจะให้จิตนี้มีความสงบ ความสงบของจิตเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเป็นอุบายวิธี เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมาทิฐิในใจ ทั้งศีลสมาธิปัญญา จึงเป็นมรรค เป็นทางสายเอก ที่จะทำจิตใจของเรานั้นให้รู้ให้เห็นในสัจธรรามความเป็นจริงของสังขาร

วิตก วิจาร ในลม
การกำหนดจิตเจริญในอานาปานสติกรรมฐาน ให้รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเป็นอารมณ์ ในลมนี้เป็นที่ระลึกของสติ เมื่อลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เมื่อเรามีสติรู้อยู่ที่ลมหายใจ ทั้งหายใจเข้าและหายใจออก ความระลึกรู้อยู่ตรงนี้ เป็นปัจจุบันธรรม สติของเราไม่ให้ไประลึกในสิ่งอื่น ไม่ระลึกไปในอารมณ์ที่เป็นอดีต อนาคต มารู้กับอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เมื่อเรารู้ในอารมณ์ของปัจจุบันนี้อยู่ รู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จนจิตสงบ จึงมีสภาวะที่เรียกว่า ปีติ สุข ปรากฏขึ้น

เมื่อเรายกลมหายใจนี้เป็นอารมณ์ ก็เรียกว่าวิตก ยกขึ้นมาเป็นอารมณ์ วิจารนั้น วิจารอยู่ในเรื่องของลมหายใจ ว่ามันสั้นมันยาวก็รู้จัก แต่ไม่ได้ใช้ความคิด เพียงแต่รู้ในเรื่องของลมที่เกิดขึ้นมา เมื่อสติของเรามีความรู้ในลมหายใจต่อเนื่อง ปีติ ความอิ่มใจ จะปรากฏขึ้น มีลักษณะขนพองสยองเกล้า กายเบาหรือกายขยายใหญ่เต็มศาลานี้ก็ได้ สูงขึ้นไปก็ได้ น้ำตาไหลออกมาก็ได้ เรียกสภาวะของปีติปรากฏขึ้นมา เราก็รู้จัก เมื่อเรารู้จักเช่นนี้เราก็รับรู้ไว้ว่ามีอาการต่างๆ เกิดขึ้น ปรากฏขึ้น เกิดขึ้นกับร่างกาย เราก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก และมีคำบริกรรมว่าพุทโธด้วยก็ได้ หรือไม่มีก็ได้ เมื่อจิตสงบเข้ามาถึงระดับหนึ่งแล้ว คำบริกรรมภาวนาก็จะไม่มี จิตจะนิ่ง เรียกว่าวิตก วิจาร ปีติ สุข ความอิ่มใจปรากฏขึ้นมามีความสุข แล้วก็จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิ รวมเป็นเอกัคคตา มีความรู้อยู่ คราวนี้จิตไม่สนใจลมหายใจจะเข้าจะออก เพราะว่าจิตละเอียดขึ้นมา เราก็มีสติรู้อยู่ในความสงบนั้น เป็นวิธีการทางพระพุทธศาสนาที่ท่านสอนให้เราเจริญ สติ ให้ต่อเนื่อง เมื่อจิตสงบแล้ว นิ่งแล้วนั้น คำว่าพุทโธนั้นก็จะมีลักษณะมีความหมายว่า มีความตื่นอยู่ มีความเบิกบานอยู่ ถ้าตื่นแล้วมีความเบิกบานอยู่ในตัวโดยไม่ต้องใช้คำบริกรรมว่าพุทโธ คำบริกรรมว่าพุทโธนี้เป็นเบื้องต้น จะเป็นคำบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม พุทโธ ธัมโม สังโฆ สัมมาอรหัง ยุบหนอ พองหนอ

เมื่อสติของเราอยู่กับคำบริกรรมนั้นต่อเนื่องแล้ว จิตสงบแล้วคำบริกรรมก็จะหายไปเอง โดยที่เราไม่ต้องการให้มันหาย มันก็หยุดไปเอง ตรงนี้แหละจิตสงบก็จะเป็นสมาธิ เพราะเมื่อเราจะมาค้นคว้าในด้านของปัญญา ที่เรียกว่า วิปัสสนา คือการทำให้รู้แจ้งเห็นจริงนั้น จิตต้องมีพื้นฐานคือความสงบ เมื่อจิตมีความสงบสักระยะหนึ่ง คือธรรมชาติของความไม่เที่ยง ของความสงบปรากฏขึ้น เราก็จะได้พิจารณาว่า ความสงบนี้ ปีติ สุข เอกัคคตานี้ เป็นสิ่งที่เราเพียรพยายามเจริญมา ด้วยสติอย่างต่อเนื่องก็ยังเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน สิ่งภายนอกจากความสงบนี้ จะเป็นของเที่ยงได้อย่างไร อย่างนี้ก็เกิดปัญญา หรือจะพิจารณาในสกลกายก้อนนี้ว่า ที่เรานั่งอยู่ ยืน เดิน นอน อยู่ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อันนี้เป็นธาตุสี่ ส่วนลักษณะที่มีความแข้นแข็งนั้น ท่านก็เรียกว่า ธาตุดิน มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูกเป็นต้น ธาตุน้ำ น้ำเลือด น้ำลาย เป็นต้น ธาตุไฟ ความร้อนให้ร่างกายนี้อยู่ได้ ความร้อนที่เผาผลาญอาหาร ธาตุลมนั้นคือลมหายใจเข้า ลมหายใจออกนี้ ธาตุทั้งสี่นี้รวมกัน จิตไม่ยึดเอา มั่นหมายเอาว่าสิ่งนี้ เป็นของเที่ยง เป็นก้อนที่มีความสุข เป็นตัวเราของเรา เมื่อเรามีกำลังของสมาธิที่ดีแล้ว ก็มาพิจารณาที่กาย ก็จะเห็นสัจธรรมความเป็นจริงว่า ร่างกาย ก้อนร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงการรวมตัวของธาตุแล้วก็แตกสลายไป จิตของเราทราบความจริงก็มีการปล่อยวาง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความกลัวนั้นก็อยู่ในโมหะ ก็คือความหลง ก็จะเบาบางลงไปเรียกว่าหมดไป ปัญญาเกิด ปัญญาวิปัสสนาเกิด

ในครั้งแรกนั้น ปัญญาเกิดจากการได้ยินได้ฟังว่ารูปนามนั้นเป็นของไม่เที่ยง ต่อมาเราก็ไปคิดพิจารณาก็ได้เห็นชัดขึ้นมา ชัดขึ้นในระดับหนึ่งว่า รูปนามนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ต่อมาเมื่อจิตสงบแล้ว เอาความสงบนั้นมาพิจารณาในร่างกาย ตอนนี้ไม่ใช่ใช้ความคิด ไม่ใช่นึก ไม่ใช่ปรุงแต่ง เพียงแต่จิตมีความสงบ มาเพ่งดูในร่างกาย ก็จะเห็นชัดขึ้นมา มีความรู้เกิดขึ้นมาว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ เป็นปัญญาเกิดจากวิปัสสนา ในเบื้องต้นก็ใช้ความรู้ ความคิด ความปรุง ความแต่ง ตามสัญญา อารมณ์ที่มีอยู่ เมื่อจิตสงบขึ้นมาได้ระดับหนึ่งนั้น ไม่ต้องนึกคิดปรุงแต่งใดๆ เพียงแต่มีสติ มาเพ่งดูก็เกิดความรู้ขึ้นมา อันนี้ต้องอาศัยพื้นฐานของความสงบของจิต ก็เห็นรูปเห็นนามนั้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น มุ่งหมายเพื่อที่จะพัฒนาจิตนั้น ให้อยู่เหนือจากความทุกข์ทั้งหลาย ให้บรรลุถึงความสงบ ความสันติ เรียกว่านิพพาน ที่จิตมีความทุกข์อยู่ เพราะจิตไม่มีปัญญา จิตมีความยึดมั่นถือมั่น ในรูป ในนาม ที่ท่านเรียกว่า ยังมีอุปาทาน มีตัณหามีอุปาทานอยู่ ในอริยสัจสี่แปลว่า ตัณหาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ทางดำเนินที่จะให้พ้นทุกข์ได้ ก็เดินอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา

อารมณ์ไม่ใช่กิเลส ถ้าไม่ไปยึดถือ
เมื่อเราได้บริกรรมภาวนารู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก จิตของเรามีสติอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้าหายใจออก เราก็ไม่ได้บังคับลม เพียงแต่เป็นผู้รู้ รู้ลมเข้าลมออกนั้น ลมหายใจนั้นก็เป็นเครื่องระลึกรู้ของสติของเราเท่านั้น ในขณะที่เราพยายามมีสติอยู่ที่ลม และความเคยชินของจิตจะ ระลึกไปในสิ่งที่เป็นอดีตแลอนาคตนั้น สิ่งที่เป็นอดีตและอนาคตนั้นก็ย่อมจะมาทับจิตของเราไม่ให้สงบ เมื่อถึงเวลาที่เราบำเพ็ญเพียรในขณะที่นั่งสมาธิภาวนา ก็ ขอให้เราเพียร พยายามมีสติไห้ตั้งมั่น อยู่กับพระกรรมฐานที่เรามีความชำนิชำนาญ แล้วก็พากเพียรเรียนรู้ ถึงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นที่ใจ เพราะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ธรรมะบวกอารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ใจ จะมีสภาวะเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ในใจของเรานั้น เราลองสังเกตุดู มีทั้งอารมณ์ที่เป็นกุศลก็มี มีทั้งอารมณ์ที่เป็นอกุศลก็มี ทุก ๆ องค์ ทุก ๆ ท่านก็เป็นอย่างนั้น แต่ว่าอารมณ์อันนี้ไม่ใช่เป็นกิเลส เป็นอารมณ์เฉย ๆ ถ้าจิตไปยึดอารมณ์เป็นเราแล้ว จึงเป็นอุปาทาน

บางครั้งเราจึงมีอารมณ์ของผู้ปฏิบัติแต่เราไม่ชอบในความรู้สึกนึกคิดของเรา เราประสงค์จะให้มีแต่ความคิดที่ดีอย่างเดียว อยู่ในใจเรานั้นเป็นไปไม่ได้เพียงแต่เรารู้ เราตามรู้ความรู้สึกนึกคิดของเราที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเราจะไปบีบบังคับไม่ปรารถนา ไม่อยากไห้มีอารมณ์ที่ไม่ดีในใจ มันก็จะเป็นวิภาวะตัณหา ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็นเมื่อความไม่อยากมีไม่อยากเป็น ก็คือความอยากมีอยากเป็นให้มีอารมณ์ที่ดีๆเท่านั้นที่มี ที่เกิดขึ้น หลวงปู่ชาท่านสอนว่าเมื่อมึอารมณ์รู้สึกนึกคิดก็ตาม คิดอย่างไรก็ตาม เกิดขึ้นแล้วท่านให้เราดูอารมณ์นั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เห็นสักแต่ว่าอารมณ์ สักแต่ว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา หรือท่านเปรียบเหมือนกับว่าเป็นก้างของปลาซึ่งไม่เกิดประโยชน์ เมื่อเราพิจารณาอย่างนั้น ใจก็สบาย เพราะว่าจิตใจของเราจะได้รู้เท่าทัน สังขารตามความเป็นจริง จิตไม่ยินดียินร้าย เมื่อเรามีสติพิจารณาจิตของเราให้อยู่ในปัจจุบันธรรมอยู่เสมอ ตรงนี้เป็นทางที่จะให้เห็นธรรมะ หลวงปู่ชาท่านก็ย้ำว่าตรงนี้เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ไม่ผิด เป็นสิ่งที่จะไห้เราได้เห็นธรรมะ

เพราะฉะนั้นที่พวกเราเพียรพยายาม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา พยายามประพฤติปฏิบัติ ก็เพื่อจะให้เกิดดวงปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง เราก็ต้องมาพิจารณา ที่ กาย เวทนา จิต ธรรม ตรงที่อธิบายว่า กายก็สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เมื่อเราได้พิจารณาตั้งแต่เบื้องบน ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา ตั้งแต่ปลายผมลงไป มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ พินิจพิจารณาว่า กายนี้เป็นอย่างไร กายในกายเป็นอย่างไร กายของเราเป็นอย่างไร กายคนอื่นเป็นอย่างไร ก็ให้เราได้พินิจพิจารณา ทบทวนกลับไปกลับมา พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกให้เห็นชัด ให้ละให้ถอนซึ่งอุปาทาน ในบางครั้งเราอาจจะมีความรู้สึกยินดี ก็ให้เราได้พิจารณาว่า ความรู้สึกยินดีนั้น ยินดีในอะไร หรือยินร้าย ยินร้ายในสิ่งใด ความรู้สึกยินดี ยินร้ายนั้นไม่ใช่เป็นเรา เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีตัวเราที่แท้จริง แต่เพราะว่าจิตของเราหลง ก็จึงเกิดขึ้น อันนี้ก็ให้เราพิจารณา เรามีความอดทน พยายามพากเพียร ฝึกฝนอบรม เพราะว่าชีวิตล่วงไป วัน คืนนี้ก็ล่วงไป ล่วงไปอยู่เสมอ บัดนี้พวกเราทำอะไรกันอยู่ เรามีความรู้ ความเห็นที่ถูกต้องดีงามหรือยัง เราก็ต้องถามตัวเอง พินิจพิจารณา ธาตุในโลกทั้งโลกก็เป็นธาตุอันเดียวกัน

หลวงปู่ชาก็ท่านสอนว่า ถ้าเรารู้ในกระติกน้ำใบเดียว กระติกน้ำทังโลกเราก็รู้จัก ฟังดูแล้วเราจะรู้จักได้อย่างไร เพราะมันแตกต่างกัน สันสันก็ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเราพิจารณาเป็นปรมัตถ์ธรรม เป็นธาตุดินเหมือนกันไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อมีความปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว เราเห็นสภาวะที่แตกต่างกันไป เกิดความหลง เกิดความยินดี เกิดความยินร้าย แต่เมื่อสภาวะนั้นกลับไปสู่ธาตุเดิม เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม ใจเราก็ไม่หลง ให้เห็นชัดในธาตุในขันธ์

ก็ขอให้เราเพียรพยายาม พิจารณาอยู่ในกายของเรา ยาววา หนาคืบ กว้างศอก พิจารณาค้นคว้าให้ถ่องแท้ ให้เข้าใจชัดให้เห็นสักแต่ว่ากาย คือไม่ยึดเป็นกาย สักแต่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงย่อมดับไปเป็นธรรมดา ร่างกายนี้ก็เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือไม่ได้เป็นกาย ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีความดับไปเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ลมหายใจเรา เราหายใจเข้า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วหายใจอออกก็ดับไป ไม่ได้เป็นตัว เป็นตน เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ก็ให้เราได้พิจารณา ซึ่งเราจะเห็นความเป็นจริงอย่างนี้ได้ เราก็ต้องสั่งสมอบรมบารมีของเราในทาน ในศีล ในปัญญา ......

การปฏิบัติจิตตภาวนามีอานิสงส์มาก
ชีวิตนี้เป็นของไม่แน่นอน แต่ว่าความตายนั้นเป็นของที่แน่นอน ที่พวกเราจะต้องพบประสบทุก ๆ องค์ ทุกๆ ท่าน ไม่มีใครที่จะพ้นไปได้ เมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ ก็ให้เราพากันภาวนา ไม่ประมาท ถ้าเราไม่ประมาทนี้ ก็ทำให้เรามาระลึกรู้ มาเข้าใจในอรรถ ในธรรม แต่ถ้าเราประมาทแล้ว ยังมีลมหายใจอยู่ก็เหมือนกับคนที่ตายแล้วเพราะฉะนั้น บุคคลที่มีความเพียรทั้งกลางวันกลางคืนอยู่เสมอ มีจิตที่สงบสักระยะหนึ่งท่านว่ามีอานิสงส์มาก อานิสงส์ก็มากกว่าการทำทาน อานิสงส์ก็มากกว่าการรักษาศีล การปฏิบัติจิตภาวนานั้น จึงมีอานิสงส์มากเพราะทำให้เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ที่ควรรู้ควรเห็น เมื่อเรามาเพียรพยายาม มาศึกษา มาปฏิบัติ มาค้นคว้า มาพิจารณาสิ่งที่มีความหนาแน่นในจิตใจ ที่หุ้มห่อจิตใจทุก ๆ ดวงอยู่นั้นนับภพ นับชาติไม่ถ้วน ที่ยังพาเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร......

ปฏิปทาเริ่มแรก
เมื่อเรามานั่งสมาธิภาวนาจะเห็นว่า สักเพียงหนึ่งนาทีถ้าคนไม่เคยฝึกก็นั่งไม่ได้ มีแต่ความร้อน แต่ผู้ที่เคยฝึกฝนแล้วจะนั่งได้มากขึ้นๆ ห้านาที่ สิบนาที สิบห้านาทีไปถึงครึ่งชั่วโมงก็นั่งได้ แม้ว่าจะสงบบ้างก็ตาม ไม่สงบบ้างก็ตาม ก็จะเริ่มนั่งได้มีความอดทนในเบื้องต้น เมื่อเราทำด้วยความสม่ำเสมอเป็นปฏิปทา ที่สม่ำเสมอทำทุกวัน ตื่นขึ้นมาก็นั่งสมาธิ มีโอกาสก็นั่งสมาธิภาวนาต่อเนื่องกันไปทั้งวัน มีการเปลี่ยนอิริยาบถ มีการเดินบ้าง เมื่อเราทำสตินี้ อย่างต่อเนื่องในระหว่างวันที่เราทำการงานอยู่ ก็มีสติอยู่ที่จิตของเรา รักษาจิตของเราอยู่ จิตของเรายินดีไหม จิตของเรายินร้ายไหม มีความโกรธ เกลียด รัก ชัง ไหม เราก็พิจารณา แล้วก็รักษาความเป็นกลางๆ ของจิตไว้

เมื่อเราทำอย่างนี้ได้มากขึ้นแล้ว การนั่งสมาธิ ในตอนเย็นก็ดี ตอนเช้าก็ดี ก็จะสงบระงับได้ง่าย เรียกว่าเรามีการภาวนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเรามีสติอยู่เรียกว่าเรามีการภาวนา เรานั่งอยู่นี้ถ้าเราไม่มีสติ ก็ไม่ใช่เรียกว่าเรื่องของการภาวนา เราเดินทั้งวันแต่ไม่มีสติอยู่นั้นไม่ใช่เรียกเรื่องของความเพียร ความเพียรนั้นเราก็ต้องเพียรละอารมณ์ ละอารมณ์ที่เป็นอกุศล ที่เป็นกุศลก็เจริญไว้ พยายามทำให้เกิด อกุศลที่เกิดขึ้นก็พยายามละไป พยายามไม่ให้เกิด เราจะยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ก็เรียกว่า เราทำความเพียร เมื่อเราทำความเพียรอย่างนี้แล้ว เราก็มาพิจารณาในกองขันธ์นี้เป็นก้อน ซึ่งเป็นก้อนทุกข์ เราไปแตะตรงไหน ยึดตรงไหนมันก็ทุกข์ทั้งนั้น

ท่านจึงเปรียบเทียบเหมือนกับเป็นก้อนแดงๆ เราไปแตะตรงส่วนบน ส่วนล่างด้านข้างด้านไหนก็มีความร้อน จิตนั้นเมื่อไปยึดอยู่ในขันธ์ห้าแล้วก็มีความร้อน มีความทุกข์อยู่ เมื่อมีปัญญาก็พิจารณาคลี่คลายลงไปได้ จึงให้เรามาฝึกจิตของเรานี้แหละ ซึ่งเปรียบเป็นเหมือนกับว่าเป็นดอกบัวอยู่หนึ่งดอก มีแก้วมณีอยู่แล้วในดอกบัวนี้ อันนี้เราก็ต้องอาศัยธรรมะ ให้มีให้เกิดขึ้นในใจ ใจของเราก็สว่างไสว เป็นแก้วมณีที่มีค่าขึ้นมา ทีแรกนั้นก็มีตัวมีตนมาหุ้มห่อเอาไว้นั่นเองก็คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน หุ้มห่อจิตไว้ อวิชชา ตัณหา อุปาทานนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวกับจิต ถ้าอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นสิ่งเดียวกับจิตใจ เราไม่สามารถทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสได้ เป็นสิ่งที่จรมาภายหลัง แต่จรมาตอนไหนมันก็เนิ่นนานมาแล้วเราพ้นไปได้ อวิชชา ตัณหา อุปาทานนี้ มันเกิดขึ้นกับจิตเมื่อไร เมื่อจิตแต่เดิมนั้นเป็นประภัสสร กิเลสนั้นจรมาภายหลัง ถ้าเรามาดูในปัจจุบันนี้ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ ตอนนี้ไม่มี มันจรมายังไง เข้ามาทางตาบ้าง หู จมูก ลิ้น กาย มีอารมณ์ที่เข้ามา ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายถูกต้องโผฎฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ตรงปัจจุบันนี้แหละ ถ้าเกิดยินดี กิเลสเกิดขึ้นแล้ว ยินร้ายเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเรามีสติ รู้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ยินดีไม่ยินร้าย เรามาฝึกตรงนี้ ถ้าเราไม่ยินดีไม่ยินร้ายได้ตลอดไปเลย จิตของเราก็ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีหลงเลย

หลวงพ่อชาท่านเปรียบเทียบว่า มะนาวนั้นมีรสเปรี้ยว แต่ถ้าไม่ได้แตะลิ้น เรายังไม่รู้รส เมื่อมะนาวนั้นมาแตะลิ้นเมื่อไร จึงจะมีความรู้สึกว่าเปรี้ยว จึงเป็นปัจจุบันธรรมนั่นเอง กิเลสจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นตรงที่มีอายาตนะภายในภายนอกกระทบกันนี้ เราก็จะต้องมาเจริญสติ รักษาจิตของเราในปัจจุบัน ตรงนี้เป็นหลักสำคัญ เมื่อเรามีความเข้าใจ มั่นใจ หลักทางดำเนินปฏิบัตินั้น ตรงไหนจะเป็นแนวที่ถูกต้อง เพราะในศาสนาพุทธของเรานั้น ก็มีสอนด้วยกันหลายแนวในการปฏิบัติ แท้จริงแล้วก็ย่อเข้ามาอยู่ในเรื่องของจิต เรื่องของสมาธิ เรื่องของปัญญา คือการเจริญมรรค คือการเจริญสติ ก็อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญานี่เอง

ประโยชน์ของสมาธิ กับการงาน
เรื่องสมาธินี้จึงเป็นประโยชน์ทุกระดับ ถ้าไปถึงแก่น สมาธิเป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง เพราะยังไม่ถึงขนาดนั้น ก็เป็นสมาธิเพื่อการงาน สมาธิการศึกษาเล่าเรียน แล้วก็ให้สงบจิตได้ในวันหนึ่งคือจิตของเรามีความสงบ คือรวมสติเข้ามาอยู่ที่แห่งเดียวคือลมหายใจ เราจะทราบได้ด้วยตัวเองว่าจิตของเรามีความนิ่ง มีความสงบ ยังไม่ถึงกับว่านิ่งเลย แต่ก็ความคิดน้อยลง สั้นลง เรายังพอเห็นได้บ้างว่า ถ้าเรามาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับพุทโธนี้ มองเห็นความคิดที่วิ่งไปข้างนอกบ้าง แต่เราก็ดึงมาอยู่กับพุทโธ ลมหายใจ จะมีลักษณะแบบนี้ แต่ถ้าเราไม่ได้ฝึกเลยก็จะวิ่งไปตลอด ไม่เคยนิ่ง หรือไม่เคยรู้จักว่านิ่งเป็นอย่างไร เคยเห็นแต่มันไหลไป ถ้าเราฝึกให้ดีแล้วจิตจะมีความนิ่ง มีความคิดอยู่ก็ยังนิ่งอยู่

หลวงพ่อชาถึงเปรียบเทียบว่า น้ำไหลนิ่ง เราเคยเห็นแต่น้ำที่มันไหล กับน้ำที่มันนิ่ง แต่น้ำไหลนิ่ง เราไม่เคยเห็น เป็นอุปมาอุปไมยในจิต จิตที่สงบมีความคิดอยู่ก็ตามก็ยังนิ่งอยู่ มีความคิดธรรมดา นึกคิดปรุงแต่งจิตยังสงบอยู่ได้ มันจะแยกกันได้ ตอนนี้ถ้าเราคิดไป จิตก็วิ่งไปด้วยเป็นอันเดียวกันเลย จนมองไม่เห็น แต่ถ้าเกิดว่าเราฝึกจิตของเราแล้ว จะเห็นว่าจิตนิ่ง มีความคิดก็ได้ ทำการงานก็ได้ เรียนหนังสือก็ได้ แต่จิตยังนิ่งอยู่ เกิดประโยชน์ ความทุกข์ก็น้อยลง

จิตสงบแล้วพิจารณา เห็นสภาวธรรม
เมื่อเรามารู้ลมเข้าลมออก จนจิตสงบ พุทโธ ก็หายไป เหลือแต่มีความรู้ อยู่ที่ลมหายใจ จนละเอียดเข้าไป จนที่สุดแล้วความรู้สึกนั้น ก็ไม่มาจับที่ลม คงจะมีความรู้สึกที่ใจจิตมีความนิ่ง มีความสงบ ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่ไปซ้ายไม่ไปขวา อยู่นิ่งๆ มีปีติ มีสุข ก็อยู่ในความนิ่งอันนั้น จิตสงบ มีพลังงาน เมื่อจิตเริ่มที่จะส่งออกไปข้างนอก เราก็นำกำลัง ของจิตนั้นนะ มาพิจารณาแยกแยะดูว่า คนเรามีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตายร่างกายนี้ที่ว่าเป็นของเรา นั้นใช่หรือไม่พิจารณาแล้วจึงเกิดเห็น เป็นสภาวะธรรมปรากฎขึ้น เป็นดินก็ได้ เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม ปรากฏ ขึ้นมา แล้วก็แตกสลายไป เราจะมีความเข้าใจ ลึกๆๆ อยู่ที่จิต นั้นว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา เพราะเรามาเข้าใจผิดว่าเป็นเรามานานแล้ว เราคิดก็พอจะรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เราก็ยังละไม่ได้ เราได้ยินได้ฟัง เราก็รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เราก็ละความรู้สึกไม่ได้ แต่เมื่อปัญญาเกิดเพราะการภาวนา เกิดความรู้ขึ้นมาอย่างแจ่มแจ้ง เหมือนกับว่า เราได้ตัดสิน ผู้พิพากษาได้ขึ้นบัลลังตัดสินคดีความสิ้นสุดลงไปแล้วก็คือศีล สมาธิ ปัญญา มารวมกันขึ้นเป็นมรรคสมังคี ชี้ขาดลงไปแล้วว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เราจริงๆ เด็ดขาดลงไป ใจก็รู้สึกบริสุทธิ์หลุดพ้น เห็น หลุดพ้นจากการยึดถือในเบื้องต้น ในความเห็นผิดว่า ร่างกายนี้คือ เรา คือ ของเราเห็นชัดในใจที่ไม่เปลี่ยนไปอีกแล้ว เมื่อใจนี้ไม่ใช่เรา เราแน่นอน ว่ากายนี้ไม่ใช่เราแน่นอน ใจเห็นชัดอย่างนั้น ความทุกข์ คือ โลภ โกรธ หลง ก็น้อยลงไป ก็อาศัยใจตั้งมั่นเป็นสมาธิ การนั่งสมาธิภาวนา จึงมีอานิสงส์มากกว่าการทำทานรักษาศีล เพราะเป็นการทำได้ยากกว่า ทานก็ดี ก็ยังทำง่าย ศีลก็ยังง่ายกว่า สมาธิ แต่ศีลก็ยากกว่า คนทำทานมาก แต่ คนรักษาศีลมีน้อย คนรักษาจำนวนมาก จะภาวนาให้จิตสงบก็น้อย คนภาวนาจิตสงบมาก จะให้ได้เห็นธรรมก็น้อย แต่ทั้งนั้นก็ไม่เกินความสามารถของพวกเรา ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ อันเป็นชาติอันประเสริฐนี้แหละ ก็ขอให้พยายามขวนขวายปฎิบัติ อย่างเช่น องค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น

ที่พระองค์ทรงเสียสละสร้างบารมีมา สี่อสงข์ไข แสนมหากัป คือจำนวนมากนับจำนวนชาติไม่ได้สั่งสมบารมีมา จนเป็นผู้ที่มารื้อภพรื้อชาติ ออกจากวัฏสงสารได้พระองค์แรก และก็ได้วางหลักธรรมคำสั่งสอน เพื่อที่จะให้พวกเรานั้น ให้บริสุทธิ์หลุดพ้น ออกไปจากความโลภโกรธหลง หรือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ให้จิตเข้าสู่พระบรมสุขคือพระนิพพาน ศาสนาพุทธของเราจึงยกเรื่องทุกข์มาเป็นเบื้องต้นเสียก่อน ความทุกข์นี้ย่อมให้เกิดสติเกิดปัญญา แต่สุดท้ายแล้วก็จิดจะไปสู่บรมสุขคือนิพพาน คือเมื่อมองเห็นว่าภพมนุษย์โลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดีนั้น ยังไม่ใช่สุขที่แท้จริง ยังมีทุกข์เจือปนอยู่ จึงพิจารณาละ ความรู้สึกที่พอใจในภพทั้งหลาย ให้หมดลงไป จิตนั้นก็จะเข้าสู่พระนิพพาน ก็ถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นเป็นบรมสุข เมื่อพวกเราได้มาปฏิบัติเพื่อสู่ความว่างคือนิพพานนั้น เราเป็นที่เราได้ปรารถนาด้วยกันทุกดวง


พระธรรมเทศนา โดย......พระอาจารย์ อนันต์ อกิญจโน

ชื่อพระธรรมเทศนา
วันที่
download
ธรรมปฏิบัติ
30-3-35
ข้อปฏิบัติไม่ผิด
-
สัมมาสมาธิ มีอยู่ในปัญญา
-
ทางเดินสู่ โลกุตตระ ภูมิ
-
วิเวก
-
ขันติ ปรัง ตโปตี ติกขา
-
เมตตาเจโตวิมุตติ
09-1-35
การปฏิบัติ
-
อบรมพระวินัย
-
อบรมพระ
-
บริกรรมภาวนา
-
สีลัพตปรามาส
-
จิต...อารมณ์
16-2-31
พุทโธ
-
ทางแห่งพระนิพพาน
-
จิต...อารมณ์
10-2-31
มรณานุสสติกรรมฐาน
-
สมถกรรมฐาน - วิปัสสนากรรมฐาน
02-4-35
องค์แห่งปัญญา
-
สังฆานุสสติกรรมฐาน
-
มรณานุสติ
-
ตถาตา
-
สัลเลขธรรม
-
แยกอารมณ์ออกจากจิต
-
ภิกขุ...ผู้เห็นภัย
-
การทำจิตให้สงบ
-
หัวใจพุทธศาสนา
-
สิ่งที่เข้ามาทดสอบใจ
-
ทางดำเนินสู่มรรคผล
-
การทำสมาธิ
-
อบรมพระวินัย
-
วัดภายใน (พระ)
-
สมาทานวัตร
-
ชีวิตใหม่ส่วนที่เหลือ
-
ศรัทธาที่ตั้งมั่น
-
ดวงตาเห็นธรรม
-
อินทรีย์สังวรจุดเริ่มต้นขององค์อริยมรรค
-
จิต...อารมณ์ (2)
03-01-30
จิต...อารมณ์ (1)
01-01-30
ความเย็น ความว่าง
10-04-48
กิเลสเดินตลอดเวลา
18-09-48
ความทุกข์เกิดจากเหตุ
17-04-48
ความพอดี ในโลกธรรม(ยศ ตำแหน่งของพระ)
30-07-48
ผู้พิพากษาที่ยุติธรรม
01-05-48
พิจารณามรณสติ ให้สว่างไป
05-08-48
รักษาใจอย่าให้ทุกข์
05-09-48
รู้แล้วใจใส
14-07-48
ว่างแล้วจะไม่วุ่น
17-09-48
สมาธิภาวนา
24-09-48
สังสารวัฏฏ์อันยาวไกล
-
โพธิปักขิยธรรม
09-09-48
 
หน้าแรก | ประวัติพระอาจารย์อนันต์ | ประวัติมาบจันทร์ | สิ่งก่อสร้าง | พิธีกรรมและกิจกรรมของวัด | หนังสือธรรมะ ธรรมเทศนา | ที่อยู่และแผนที่
© Copyright Watmarpjan, All Rights Reserved
Design by ExpressData l Seach Phuket